01204454 – Management of Technology & Innovation

เนื้อหาทั้งหมดต่อจากนี้ถูกเขียนโดยนิสิตภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รุ่นที่ 23

โดยเป็นเนื้อหาจากบทเรียนทีเกิดจากการจดบันทึกในห้องเรียนและศึกษาเพิ่มเติมจากนอกห้องเรียน

โดย มีจุดประสงค์เพื่อเป็นแนวทางในการเรียนรู้ของผู้ที่สนใจหรือรุ่นน้องรุ่น ถัดๆไป โดยมีการคงสภาพของเนื้อหาทั้งหมดไว้ทุกประการ รวมถึง คอมเมนท์ ส่วนที่ไม่ใช่เนื้อหาอื่นๆ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม

ในกรณีที่ถูก นำไปใช้หรือนำไปอ้างอิงด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งก็ตาม ในกรณีที่เนื้อหาไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม ผู้เขียนจะไม่ขอรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น ขอให้อ่านด้วยวิจารณญาณของผู้อ่านเอง

ท่านสามารถอ่านเลคเชอร์ฉบับ Document ได้ที่นี่

========================================

204454 Management of Techonology & Innovation

Management of Technology

& Innovation

Assoc. Prof. Somchai Numprasertchaiin

Midterm 30

Individual Assignment 20

Group Assignment : Case Study 20

Final Exam 30

Lecture 1

นวัตกรรม คือ เทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ ต่างจากสิ่งประดิษฐ์ที่อาจไม่สามารถนำไปทำประโยชน์อะไรได้เลย

Creative Thinking

กรอบความคิด

  1. เป็นอุปสรรคในการแก้ปัญหาอย่างหนึ่ง
  2. เอาความรู้เรื่องเดิมไปใช้แก้ปัญหาอีกเรื่องได้ถ้ามีลักษณะปัญหาใกล้เคียงกัน
  3. การคิดเป็นระบบช่วยทำให้แก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น
  4. สิ่งของเหมือนกัน อาจมองในอีกมุมได้
  5. ทักษะการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญมาก

ทำไมต้องมีความคิดสร้างสรรค์

  1. เพื่อการเปลี่ยนแปลง
  2. เพื่อความสนุก
  3. คนหัวคิดสร้างสรรค์มักเป็นคนที่รู้อะไรไปหมดทุกอย่าง
  4. เท่ ?

ทำอย่างไรถ้าแก้ปัญหาไม่ได้

  1. วิธีง่ายๆ โง่ๆ

การค้นพบสิ่งใหม่ๆ คือ การมองของเดียวกันกับที่ทุกคนมอง แต่คิดหรือมองในมุมที่แตกต่างออกไป

Lecture 2

คนเรามักคิดแบบเดิมๆ เป็นประจำ โดยมีกับดักอยู่ 10 อย่างคือ

1. คำตอบนี้ถูกต้องแล้ว

- จริงๆแล้วคำถามหนึ่งอาจจะมีหลายๆคำตอบ แต่คนเรามักจะหยุดอยู่ที่คำตอบแรกเท่านั้น

บางคนบอกว่า คำตอบที่หนึ่งอันตราย เพราะคนส่วนใหญ่มักจะคิดเหมือนๆกัน

- จริงๆควรจะคิดถึงคำตอบที่สอง เพราะอาจจะได้ผลลัพธ์ดีกว่าแบบแรก เช่น เรามีเทปฟัง เราอาจจะเปลี่ยนมาฟัง MP3 หรือ Lossless ที่เจ๋งกว่าก็ได้

- ลองเปลี่ยนจากการหาคำตอบเดียว เปลี่ยนเป็น เรามีคำตอบแบบใดได้บ้าง โดยทำการ List คำตอบออกมาเยอะๆ ก่อน แล้วค่อยเลือกคำตอบที่ดีที่สุดเช่น การทำ Senior Project อาจจะเลือกมาเยอะๆก่อนแล้วค่อยๆเลือกว่าจะทำอันไหนที่ดีที่สุด

2. มันไม่ถูกต้องตามหลักตรรก

- เพราะ Logic มีแค่ 0 กับ 1 แต่ในชีวิตจริงมีแต่ความคลุมเครือ ให้ใช้ความคิดแบบอ่อนในการเพาะตัว และใช้ความคิดแบบแข็งในการปฏิบัติ

- ความคิดแบบอ่อนตัวคือความยืดหยุ่น คือ คิดแบบเด็กๆ จินตนาการออกมาก่อน เวอร์ๆหน่อยก็ไม่เป็นไร เช่น ความคิดว่าเหล็กจะลอยอยู่บนฟ้าหรืออยู่บนผืนน้ำได้ ทั้งๆที่ดูเป็นไปไม่ได้ แต่สุดท้ายก็กลายมาเป็นเครื่องบินและเรือในปัจจุบัน ส่วนความคิดแบบแข็ง คือ การคิดแบบผู้ใหญ่ มีระเบียบ, ความรับผิดชอบ และตั้งใจทำจริง พูดง่ายๆ ก็คือ ให้คิดแบบเด็ก ทำแบบผู้ใหญ่

- พอเราเรียนเยอะๆ มาก กลายเป็นว่าจะทำให้รู้มากขึ้น กลายเป็นว่ากลายเป็นการเอากรอบมาตีความคิดตัวเองให้แคบลง พยายามอย่าให้ความรู้ตีกรอบความคิดสร้างสรรค์ แต่เอาความรู้มาทำให้จินตนาการเป็นจริง

- ความคิดสร้างสรรค์ คือการนำความคิดมาสร้างให้เป็นจริงได้ ต่างจากความคิดเพ้อฝันเพราะเพ้อฝันมันทำจริงไม่ได้

3. ทำตามกฏเถอะ

- ความมีระเบียบคือกฏข้อแรกของสวรรค์ << ไม่จริงเสมอไป

- ความคิดริเริ่มไม่ใช่การสร้างอย่างเดียว อาจเป็นการทำลายด้วยก็ได้ เช่น qwerty << เกิดจากการพยายามเอาตัวอักษรที่ใช้บ่อย ให้ใช้นิ้วที่มีแรงน้อยสุดกด จะทำให้พิมพ์ช้าลง แล้วแกนแป้นพิมพ์จะไม่ชนกันบ่อย (นึกถึงเครื่องพิมพ์ดีด เวลาพิมพ์เร็วมากๆ ก้านพิมพ์จะติดแหงกต้องมานั่งแกะบ่อยๆ ) … (แล้วไงฟระ)

- อย่าตกหลุมรัก(เชื่อ) กับแนวคิดใดแนวคิดหนึ่ง << อย่าใช้เครื่องมือชนิดเดียว ต้องรู้จักการใช้เครื่องมือหลายๆประเภท แล้วนำไปใช้ให้ถูกกับงานที่เหมาะสม

- เดี๋ยวนี้คนเราใช้ความเชื่อ ความยึดติดมากกว่าความคิดและความจริง

- หาโอกาสในการตรวจสอบกฏและขจัดกฏที่ไม่เหมาะสมทิ้ง << กฏบางข้อที่ไม่จำเป็น ก็เอาออกไปบ้าง

4. หาวิธีปฏิบัติให้ได้หน่อยเถอะ

- กฏเป็นสิ่งที่ให้คนโง่ทำตาม แต่เป็นแนวทางให้คนฉลาด

- ลองตั้งคำถามแปลกๆ แล้วหาคำตอบเวอร์ ๆ << ถ้าแม่ไม่ให้ตังมาเรียน กูจะทำไงฟระ ? << จะทำให้ได้คำตอบแปลกๆ ความคิดใหม่ๆ

5. หลีกเลี่ยงความคลุมเครือ

- จงสร้างประโยชน์จากความคลุมเครือ

- หาที่มาของความคลุมเครือที่บังคับให้พิจารณาความหมาย

6. การทำผิดเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

- ความล้มเหลวคือบันไดสู่ความคิดแปลกใหม่

- เพราะมนุษย์เรียนรู้จากความผิดพลาดเสมอ จงใช้ความคิดเป็นบันไดสู่ความคิดใหม่

- ทำใจให้กล้าเสี่ยงมากขึ้น

7. การเล่นเป็นเรื่องไร้สาระ

- การเล่นเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าคุณกำลังเรียนรู้และเป็นสิ่งที่บอกว่าคุณยังมีชีวิตอยู่

- ชีวิตอยู่ด้วยการเล่น ส่วนงานคือสิ่งที่หล่อหลอมให้ผลการเล่นเป็นรูปร่าง

- พยายามมองงานเป็นเรื่องเล่น จะทำให้กลายเป็นเรื่องสนุก

8. นั่นไม่ใช่เรื่องที่ถนัด

- คนเราไม่ได้ถนัดทุกเรื่อง เพราะงั้นอยากทำอะไรเป็นก็ลองหัดทำ หรือ ลองหาความคิดใหม่ๆจากการทำกิจกรรม เช่น เล่นกล เล่นละคร พักร้อน ไปเที่ยว อ่านหนังสือ etc.

- จงเปิดตาให้กว้างไม่ว่าจะไปที่ไหน

- อย่าทำตัวยุ่งจนเกินไป

- คิดอะไรออกมาก็จดลงกระดาษ

9. อย่าโง่ไปหน่อยเลย

- ไอเดียโง่ๆ นี่แหละเด็ด

- ความคิดโง่ๆ ในอดีตกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและเป็นที่ยอมรับในปัจจุบัน

- แกล้งโง่บ้างก็ดี (หรือโง่จริงๆก็ไม่ว่าอะไร 555+)

- ขอให้มีอารมณ์ขันตลอดเวลา

10. ไม่มีความคิดสร้างสรรค์

- คิดว่ามีไอเดีย เดี๋ยวไอเดียก็มา ถ้าคิดว่าคิดไม่ออก ให้ตายก็คิดไม่ออก

- จงฉุดตัวเองให้ทดลองอะไรใหม่ๆ และสร้างเป็นผลงานออกมา

- attitude เป็นสิ่งที่สำคัญมาก

ทำลายกับดัก 10 อย่าง

- วิกฤติส่วนใหญ่สามารถทำลายกับดักได้ เช่น งานส่งพรุ่งนี้ สี่ทุ่มกูยังไม่ได้ทำ ไอเดียแปลกๆ มันมักจะโผล่ออกมา

- คำถามแปลกๆ

- โอกาสแปลกๆ

- เรื่องขำขัน

ความคิดสร้างสรรค์ทำให้ได้อะไรบ้าง?

เยอะแยะมากมายแล้วแต่จะคิด

สิ่งที่อันตรายที่สุด คือ ไม่กล้าทำ

Lecture 2.5

Thinking มี 4 แบบ

  1. Analytical – วิเคราะห์
  2. Creative – สร้างสรรค์
  3. Integrated – บูรณาการ
  4. System – ทั้งระบบ

1. Analytical

เรียนรู้ผ่านคำถาม W5H, 5Why แบบถามลึกลงไปเรื่อยๆ

W5H = What, When, Where, Why, Who -> How

เปรียบเทียบเชิงวิทยาศาสตร์ เช่น

  1. คะแนนตามเกณฑ์
  2. สมรรถนะเทียบราคา
  3. ความเป็นไปได้
  4. ตามอนุกรมเวลา

ถ้าวัดไม่ได้ จะไม่สามารถจัดการได้ เช่น ความสวยต้องวัดได้ ไม่งั้นบอกไม่ได้หรอกว่าใครสวยไม่สวย

2. Creative

  1. มุ่งมั่น คิดแล้วลงมือทำ (ใช้ได้กับสามัญชน แต่กับพวกเทพใช้ไม่ได้)
  1. ต้องมีแนวทางและวิธีการที่เหมาะสมด้วย
  1. ความแปลกใหม่
  2. ความมีคุณค่า -> คิดแล้วต้องทำได้จริง ไม่งั้นจะกลายเป็นแค่เพ้อฝัน

วิธีคิดอย่างสร้างสรรค์

  1. เตรียมตัวให้พร้อมในการใช้ความคิด
  2. เก็บรวบรวมข้อมูล ให้สมเหตุสมผล
  3. จัดหมวดหมู่ความคิด เพื่อไม่ให้ฟุ้งกระจาย (ฟุ้งซ่าน)
  4. บูรณาการความคิด
  5. คิดทบทวน
  6. คิดในมุมมองที่แตกต่าง
  7. ถ่ายทอดออกมาเป็นสื่อเพื่อบันทึก

3. Integrated

5 คำถาม

  1. สิ่งที่กำลังจะทำ ต้องการผลลัพธ์อย่างไร
  1. เช่น ที่มานั่งเรียนอยู่เนี่ย คาดหวังอยากได้อะไร
  1. แล้วจะมีอะไรติดตามมาอีกหรือไม่
  2. What if …
  3. หลายๆ สิ่งที่คิด อะไรสำคัญกว่า (จัด priority)
  4. จะมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้นอีกหรือไม่

ตัวอย่าง

  1. คนฉลาดต้องคิดไปข้างหน้าถึงจุดหมายก่อน แล้วค่อยคิดในลักษณะถอยหลังกลับมาสู่จุดเริ่มต้น
  2. วางแผนชีวิต ตามเป้าหมายของตนเอง
  1. มีเคสเพื่อนอาจารย์ จบสัตวแพทย์ อาชีพหลักเป็นไกด์ อาชีพรองเป็นสัตวแพทย์
  1. คนที่ไม่วางแผนล่วงหน้า มักเชื่อมั่นในความสามารถและประสบการณ์ (ผิดๆ ) ของตนเอง
  1. การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าค่อนข้างเสี่ยง
  2. ต้องมี risk management

เทคนิคในการพัฒนาวิสัยทัศน์ส่วนตัว

  1. ที่สุดแล้วต้องการอะไร ไปเรื่อยๆ
  2. แล้วมันจะมีอะไรตามมาอีก
  3. สิ่งที่ตามมานั้น ยอมรับได้หรือไม่

4. System

เป็นการมองในภาพรวมความสัมพันธ์ของระบบ เป็นเสมือนการคิด 2 รอบในทิศทางเดียวกัน

  1. ระบบเป็นส่วนสร้างความมั่งคั่ง
  2. ความมั่งคั่งเป็นส่วนเสริมระบบ
  3. การคิดและทำอย่างเป็นระบบ ทำให้เกิดพลัง

วิศวะได้เปรียบกว่าบริหารเพราะมีการคิดเป็นระบบ สังเกตว่าผู้บริหารโหดๆ ส่วนใหญ่จบวิศวะทั้งนั้น

วิธีคิดอย่างเป็นระบบ

  1. พิจารณาเป้าหมายและวัตถุประสงค์
  1. เป้าหมาย -> ทำแล้วได้อะไร
  2. วัตถุประสงค์ -> ทำเพื่ออะไร
  1. ย้อนคิดถึงกิจกรรมและโครงการต่างๆ
  2. พิจารณา-วิธีการ-เครื่องมือ << เหมือนที่เรียนใน ITM << เออจริง

คิดแล้วทำ

  1. ถูกต้อง
  2. เร็ว
  1. เดี๋ยวจะโดนกล่าวหาว่าไปลอกเค้ามา
  1. ต้องทำ อย่าคิดอย่างเดียว

Lecture 3

ต้นคาบเข้าไม่ทัน

Sony Case Study

- บริษัทโซนี่พยายามที่จะพัฒนาสินค้าและเทคโนโลยีตลอดเวลา โดยมีการแข่งขันกับทั้งตัวเองและแข่งขันกับคู่แข่ง

- แต่ในระยะหลังๆ สินค้าของ Sony ขายไม่ออกเนื่องจากสินค้าออกมาค่อนข้างช้ากว่าเจ้าอื่น

- ยกตัวอย่างเช่น Android ในช่วงปีที่แล้ว ที่ Sony Ericsson ออกมือถือมาช้ากว่าเจ้าอื่น แม้ว่าจะทำออกมาได้ดีกว่า แต่ก็ขายได้ยาก เพราะเจ้าอื่นชิงทำขายออกมาก่อนแล้ว

- สินค้าบางอย่างที่ได้รับความนิยมของ Sony ก็เริ่มจะขายไม่ออกแล้ว เช่น MD , Handycam etc.

สิ่งประดิษฐ์ – Invention หรือนวัตกรรมที่มนุษย์สร้างขึ้นทั้งที่เกิดจากความฉลาดหรือความบังเอิญก็ได้ โดย นักประดิษฐ์ – Inventor สิ่งประดิษฐ์คือสิ่งของต่างๆที่เกิดจากความต้องการของมนุษย์เพื่อใช้ในการแสวงหาผลประโยชน์และอำนวยความสะดวกสบาย

นวัตกรรม หมายถึงการทำสิ่งต่างๆด้วยวิธีใหม่ๆ และ ยังอาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงทาง ความคิด การผลิต กระบวนการ หรือ องค์กร อาจจะเกิดจากการพัฒนาต่อยอดหรือเกิดจากการ ปฏิวัติ ทั้งหมดเลยก็ได้

ในช่วงแรก คำว่านวัตกรรมหมายถึงการสร้างสิ่งใหม่ๆ เท่านั้น

Everett M.Rogers ให้คำจัดความของคำว่านวัตกรรมว่า

Innovation = Invention + Commercialization

ในทาง Innovation เรามีทฤษฎี 4P ได้แก่

- Process

- Product (Service)

- Position

- Paradigm (Mental Model)

Goals of Innovation

  1. ปรับปรุงคุณภาพ
  2. สร้างตลาดใหม่ เช่น tablet
  3. ขยายขอบเขตของผลิตภัณฑ์
  4. ลดค่าใช้จ่ายแรงงาน เช่น เครื่องมือโรงงาน
  5. การพัฒนากระบวนการ
  6. ลดปริมาณการใช้วัตถุดิบ
  7. ลดการทำลายสิ่งแวดล้อม
  8. ทดแทนผลิตภัณฑ์ บริการ ที่มีอยู่เดิม
  9. ลดการใช้พลังงาน

นวัตกรรมสามารถเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ดูโง่ๆ ได้ เช่น เมนูอาหาร

Competitive Advantage (CA) = a position/ a firm that occupies against its competitors คืออะไรก็ตามที่มีแล้วได้เปรียบคู่แข่ง อาจจะมองได้จาก

  1. Efficiency
  2. Quality ของดีกว่าคุณภาพดีกว่าก็ต้องดีกว่าอยู่แล้ว
  3. Innovation นวัตกรรมใหม่ๆก็เหนือกว่าคนอื่น
  4. Relationship มีคนรู้จักที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง หรือเวลาไป Deal งานถ้ารู้จักกันก็ง่ายกว่า
  5. Speed and Cost เร็วและถูก
  6. Responsiveness ตอบสนองต่อความต้องการใดๆได้เร็วแค่ไหน
  7. Reputation ชื่อเสียงและภาพลักษณ์องค์กร

Source of Competitive Advantage (SCA) คือที่มาหรือปัจจัยของความได้เปรียบต่างๆ ได้แก่

  1. Tangible asset คือ ทรัพย์สินที่จับต้องได้ เช่น เงิน, สินค้า
  2. Intangible asset คือ ทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้ เช่น ชื่อเสียง, องค์ความรู้
  3. Various types of Capabilities ความเก่งรอบด้านก็จัดเป็น SCA เพราะทำให้บูรณาการความรู้เก่ง
  4. Company-wide Leadership ความเป็นผู้นำในระดับองค์กรมีส่วน ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ ศาสดา

ลองถามตัวเองว่า SCA ของเราคืออะไร?

การสร้างความได้เปรียบ มีขั้นตอนดังนี้

  1. Identifying SCA หาข้อได้เปรียบของตัวเอง
  1. สำรวจจากลูกค้าขึ้นมาก่อน
  2. ลูกค้าต้องการอะไร
  3. วิเคราะห์กระบวนการทางธุรกิจ
  4. Customer engagement experience
  5. Value chain analysis
  6. Benchmarking
  7. Skill Mapping
  1. Building SCA สร้างขึ้นมาได้ยังไง
  1. stealing ขโมยมา<<อันนี้เลว
  2. renting เช่ามา
  3. contacting ติดต่อเพื่อให้ได้มา
  4. buying ซื้อมา
  5. Internal Developedพัฒนาจากภายใน เช่น In-House Development
  6. External Developed พัฒนาจากภายนอก เช่น Outsourcing
  1. Integrating SCA การบูรณาการ
  1. focus on process
  2. project teams
  3. cross functional team
  4. inter department meetings
  1. Exploiting SCA การใช้ประโยชน์ อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นการหาช่องโหว่
  2. Sustaining SCA รักษาความได้เปรียบรู้จักใช้
  1. พัฒนาอย่างต่อเนื่อง
  2. Incremental Change รู้จักปรับนิดหน่อย เช่น Minor Change
  3. Quantum change เปลี่ยนให้มากขึ้น
  4. Long term contacts เช่น นักเรียนทุน
  1. Protecting SCA ต้องรักษาไว้ให้ได้ ไม่ให้เสียความได้เปรียบ
  1. Raising entry barriers ป้องกันการเข้ามาของคู่แข่งใหม่
  1. กฏหมาย
  2. patent สิทธิบัตร
  3. copyright ลิขสิทธิ์
  1. increasing switching costs เพิ่มต้นทุนในการย้ายค่าย เช่น ระบบแต่ละค่ายไม่ compatible กัน ถ้าจะย้ายค่าย ต้องซื้อใหม่หมดยกชุด

Tangible/Intangible Asset หมายถึงทรัพย์สินที่จับต้องได้และไม่ได้

Various types of Capabilities มีความสามารถที่หลากหลาย

Company Wide Leadership

ช่วงท้ายคาบอาจารย์มี study case ของ Samsung มาให้อ่านและวิเคราะห์

Lecture 4

Strategic Innovation เป็นการนำนวัตกรรมมาใช้ในระดับยุทธศาสตร์

อาจไปทดแทนของเดิมหรือสร้างตลาดใหม่

ทุกองค์กรมีแรงกดดัน ถ้าต้านแรงกดไม่ไหวก็อยู่ไม่ได้ แรงต้านคือการพัฒนาองค์กร เกิดจากการตลาด เทคโนโลยี และสังคม

Porter’s competitive force Model

มี 5 แรงด้วยกันคือ

  1. ภัยคุกคามจากคู่แข่งรายใหม่
  2. อำนาจต่อรองของ suppliers
  3. อำนาจต่อรองของลูกค้า
  4. ภัยคุกคามจากการทดแทนกันของสินค้า
  5. การแข่งขันกันเองในตลาดเดียวกันระหว่างบริษัท

Competitor Analysis

พิจารณาไปทีละแรงกดดันดังนี้i9

  1. คู่แข่งรายใหม่
  1. อะไรเป็นแรงขับดัน
  2. กำลังทำอะไร และทำอะไรได้แล้ว
  3. จุดแข็งและจุดอ่อน
  4. สถานการณ์เมื่อเทียบกับเราแล้วเป็นไง เราสู้เค้าได้มั้ย ซึ่งถ้าเกิดไม่มีสิ่งที่ชะลอการเกิดเติบโตของคู่แข่งรายใหม่ จะทำให้การแข่งขันเข้มข้นขึ้น
  1. การแข่งขันระหว่างคู่แข่งรายอื่นในตลาด
  1. จะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดอย่างไร
  2. จะวางแผนกระบวนการผลิตอย่างไร
  1. การทดแทนกันของสินค้า
  1. สินค้าใหม่ที่มาทดแทนนั้นเติบโตมากขึ้นหรือไม่
  1. อำนาจต่อรองของผู้ผลิตและผู้บริโภค
  1. พิจารณาผู้ผลิตและผู้บริโภคเป็นรายๆ ไป

แรงกดดันทางตลาด

  1. แข่งขันระดับสากล เปิดอย่างเสรี บริษัทใหญ่จะได้เปรียบกว่า
  2. การสื่อสารและการขนส่งทำได้รวดเร็วและราคาที่ถูกลง เช่น สั่งออนไลน์ได้ถูกกว่า
  3. ลูกค้ามีอำนาจต่อรองมากขึ้น

5P ใหม่ : Paradox, Perspective, Paradigm (แบบ, กรอบ), Persuasion, Passion

แรงกดดันทางเทคโนโลยี

  1. เปลี่ยนเร็ว มีโอกาสเกิดเร็ว และโดนแข่งขันสูง ต้องพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ไม่งั้นอยู่ไม่ได้ ประสบการณ์ก่อให้เกิดความได้เปรียบน้อยกว่าสาขาอื่น
  2. สารสนเทศล้น จัดการ

แรงกดดันทางสังคม

  1. ตอบสนองต่อสังคม
  2. นโยบายรัฐ
  3. ประเด็นทางจริยธรรม

Global competition

  1. แข่งระดับโลก
  1. เอาที่ใกล้ตัวหน่อยก็ AEC
  1. ซับซ้อน
  1. revenue model ไม่ได้มาจากรายได้โดยตรงแล้ว มาจากอย่างอื่นด้วย
  1. เกิดบริษัทนวัตกรรมขนาดเล็กในพื้นที่เฉพาะ
  1. สินค้าชิ้นแรก ลูกค้ารายแรกขายยากที่สุด เพราะไม่มี side reference เลย
  1. cycle product สั้น
  1. ต้องเร่งขายให้หมดก่อนที่ตกรุ่นเร็วๆ

ผู้นำองค์กร

ผู้บริหารนั้นมีลักษณะแตกต่างกันไป แต่ที่ประสบความสำเร็จมีลักษณะที่คล้ายกันคือ

  1. วิสัยทัศน์
  1. มองกว้าง เชื่อมโยงความสัมพันธ์เก่ง
  2. มองไกล จับ trend ได้
  3. มองก่อน เห็นทั้งสองอย่างข้างต้นก่อนคนอื่น แล้วชิงทำก่อน
  1. ความมุ่งมั่น
  2. ความสามารถในการเรียนรู้ ศึกษาประสบการณ์ต่างๆ จากหลายแหล่ง
  1. จากตนเอง
  2. จากผู้อื่น
  3. จากกรณีศึกษา
  1. จากบุคคลที่ประสบความสำเร็จเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ
  2. จากกรณีที่ล้มเหลวเพื่อเป็นข้อคิดเตือนใจ

Strategy for Developing a sustained Competitive Advantage

  1. Cost Leadership
  1. ต้นทุนถูก
  1. Differentiation
  1. สร้างความแตกต่าง เช่นเห็นหน้าแบบนี้ รู้เลยว่าของยี่ห้อไร
  2. ตลาดเดียวกัน แต่มีความแตกต่าง
  1. Niche
  1. เน้นสินค้าเฉพาะทาง
  2. เน้นเฉพาะกลุ่มลูกค้า
  3. คนละตลาด
  1. Growth
  1. เน้นเพิ่มจำนวนลูกค้า
  2. เน้นเพิ่มยอดขาย
  1. Alliance
  1. พันธมิตรในการทำธุรกิจร่วมกัน
  1. จะเป็นพันธมิตรที่ยั่งยืนเมื่อยังมีผลประโยชน์ร่วมกัน และไว้วางใจกัน
  1. บางทีมีการตั้งบริษัทลูกแยกออกมาเพื่อทำอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ
  2. การทำธุรกิจมีความซับซ้อน องค์กรเดียวไม่สามารถที่จะทำทุกอย่างได้หมด
  1. Innovation
  1. กลยุทธที่ขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรม
  1. Operational effectiveness
  1. กลยุทธที่ทำให้เรามีคุณภาพเหนือกว่าคู่แข่ง
  1. Customer-orientation
  1. เน้นให้ลูกค้าพอใจ
  1. Time
  1. เน้นเรื่องการจัดสรรเวลาให้คุ้มค่าที่สุด
  1. Entry-barriers strategy
  1. สกัดดาวรุ่ง?
  2. ป้องกันไม่ให้มีคู่แข่งทำตามเราได้ง่าย เช่น จดสิทธิบัตร
  3. for example, when companies already in a market have patents that prevent their goods from being copied
  1. Lock in customers or suppliers strategy
  1. ทำไงให้รักษาลูกค้าเก่าไว้ให้ได้
  2. ทำไงให้ suppliers อยู่กับเราแล้วไม่ย้ายไปซบอกคู่แข่ง
  3. ส่วนใหญ่มักเป็นแนวลูกค้าเก่าได้รับสิทธิพิเศษบางอย่างเพิ่มเติม เช่น ร้าน SAM กินเยอะๆ สะสมปั้ม แถมฟรีอีกจาน
  1. Increase switching costs strategy
  1. เพิ่มค่าใช้จ่ายในการย้ายค่าย ออกแนวขืนใจให้ลูกค้าจำยอมใช้ค่ายเดิมต่อไป

กลยุทธ์วันนี้

  1. ควรเน้นโอกาสและความสำเร็จให้มากขึ้น สนใจปัญหาให้ลดลง
  2. ปรับทัศนคติว่าความท้าทายคือโอกาส
  3. ทำงานโดยเน้นธุรกิจของวันข้างหน้า ไม่ใช่ปัญหาในอดีต
  1. มองแนวโน้มในอนาคตแล้วศึกษาก่อนล่วงหน้า เวลาผ่านไปจะกลายเป็นเทพ

Innovation

Alan Greenspan – เทคโนโลยีใหม่ที่พัฒนาจากนวัตกรรมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่อสินค้าและบริการ 1990s เช่น

  1. การใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น
  2. การเปลี่ยนแปลงในการผลิตและการขนส่ง

สังเกตว่าช่วงวิกฤตจะมีธุรกิจบางอย่างที่โตสวนกระแสขึ้นมาได้

จากคราวที่แล้ว Innovation แตกต่างจาก Invention ที่

  1. สิ่งประดิษฐ์เป็นการประดิษฐ์สิ่งของใหม่ โดยไม่สนใจว่าจะนำไปใช้จริงได้รึเปล่า
  2. นวัตกรรมเกิดจากฟร้ากกกกกกกกกกกก ไม่ทัน

มิติสำคัญของนวัตกรรม

  1. ใหม่ – อาจจะคิดใหม่หมดหรือพัฒนามาจากของเดิม
  2. ประโยชน์เชิงเศรษฐศาสตร์ – เมื่อนำมาใช้อาจนำมาวัดความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ได้หรือไม่ได้ (ได้ตัง ? ไม่ได้ตัง?)
  3. ใช้ความรู้และความคิดสร้างสรรค์

ประเภท

  1. แบ่งตามเป้าหมาย
  1. Product – นวัตกรรมที่ตัวผลิดภัณฑ์
  2. Process – นวัตกรรมที่กระบวนการ
  1. แบ่งตามระดับการเปลี่ยนแปลง
  1. Radical ฉับพลัน – เปลี่ยนเร็วมาก
  2. Incremental ค่อยเป็นค่อยไป – ค่อยๆเปลี่ยน
  1. แบ่งตามเขตผลกระทบ
  1. Technological – มีผลกระทบทางเทคโนโลยี
  2. Administrative เช่น ปรับโครงสร้างองค์กร – มีผลกระทบทางการบริหาร

นวัตกรรม เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์

ศาสตร์ – ใช้ความรู้ในการผลิต

ศิลป์ – ทำให้ขายออก เป็นการทำให้สิ่งประดิษฐ์กลายเป็นนวัตกรรม

นวัตกรรมมาจากหลายแหล่ง

  1. นวัตกรรมมาจากความเกรงใจ เช่น walkman เพราะใส่แล้วเครื่องฟิตสตาร์ติดง่าย ใส่แล้วเสียงไม่ไปรบกวนผู้อื่น
  2. นวัตกรรมมาจากความอาย เช่น แผ่นปะรักแร้ ช่วยลดรอยเหงื่อใต้วงแขน, หมากฝรั่งลดกลิ่นตัว, โถส้วมมีเสียงกลบเวลาทำธุระของเดือน, ซองผ้าอนามัยฉีกออกมาแล้วไม่มีเสียง

แนวคิดในการพัฒนานวัตกรรม

  1. เข้าใจปัญหาและประเด็นความต้องการลูกค้า
  2. พัฒนาต้นแบบ
  3. นำต้นแบบไปทดสอบ เก็บ feedback
  4. ปรับปรุง

open innovation

เปิดโลกทัศน์การพัฒนาของกิจการออกสู่บุคคลภายนอก (แนวคิดมาจากคนนอก R&D)

  1. ลูกค้า
  2. supplier
  3. ผู้เชี่ยวชาญ

เช่น เลย์ที่ให้ประกวดรสแปลกๆ

ประโยชน์

  1. ประหยัดค่าใช้จ่าย
  2. มาจากพันธมิตร
  3. มาจาก guru ใน internet

เป้าหมายนวัตกรรม

  1. ปรับปรุงของเดิม
  2. สร้างตลาดใหม่
  3. ลด cost ต่างๆ
  4. ลดทำลายสิ่งแวดล้อม

ตัวอย่าง

  1. google – หาข้อมูล
  2. amazon – ขายหนังสือบน internet
  3. starbuck – ดื่มกาแฟสะท้อนวิถีชีวิตและวัฒนธรรม ขายบรรยากาศการกินกาแฟ
  4. facebook – social network
  5. microsoft – พัฒนา software อย่างต่อเนื่อง

World’s Most Innovative Companies

1 Apple

2 facebook

3 google

4 amazon

5 square

http://www.fastcompany.com/most-innovative-companies/2012/full-list

strategic innovation = future-focused business development framework

long-term perspective มอง solution ระยะยาว ที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของอุตสาหกรรมยาวๆ

network คนเป็นสิ่งสำคัญ

ลักษณะแนวคิด เปลี่ยนเยอะและเกิดจากความตั้งใจที่จะให้เป็น

  1. มองจากจุดสุดท้ายเข้ามา
  2. แหกกฎเดิมๆ
  3. หาตลาดใหม่
  4. เปลี่ยนแบบเยอะๆ
  5. กระบวนการจากแรงบันดาลใจที่สร้างสรรค์
  6. หาแรงบันดาลใจจากสิ่งไม่ใช่รูปธรรม
  7. หาแรงบันดาลใจจากลูกค้า
  8. new venture => customization

ประเด็นคือ ที่บอกว่าไม่มีเคยมีใครคิดนี่คือ หาไม่เจอ หรือมันไม่มีจริงๆ

external perspective (value driven)

industry foresight – เข้าใจแนวโน้ม

customer insight – เข้าใจความต้องการ

internal limitation (Organizational Driver)

  1. ความพร้อมขององค์กร
  2. core tech
  3. disciplined implementation – บริหารแรงบันดาลใจที่มีผลต่อธุรกิจ

Process

strategic alignment – แนวทางสนับสนุน

divergence & convergence thinking

d ออกตัว c เข้าตัว

strategic alignment สร้างแนวทางสนับสนุน

  1. internal ภายใน
  2. external ภายนอก
  3. participants

value driver

  1. industry foresight – เข้าใจแนวโน้มที่ส่งผลต่อโอกาส/อุปสรรคต่อตลาดและสุตสาหกรรม
  2. customer insight – เข้าใจความต้องการที่ชัดเจนและไม่ชัดเจน

organizational Driver

  1. ความพร้อมขององค์กร
  2. core tech
  3. disciplined implementation – บริหารแรงบันดาลใจที่มีผลต่อธุรกิจ
  1. รักษาโมเมนตัม คือ การทำให้เกิดความสม่ำเสมอ
  2. Practical Stage Gate

นวัตกรรมการจราจรและขนส่ง ITS (Intelligent Transport System)

ประเทศที่มีนวัตกรรมเยอะๆ http://www.globalinnovationindex.org

assignment นำเสนอนวัตกรรมเกี่ยวกับอะไร ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง กลุ่มละ 4 คน

Lecture 5Strategy & Innovation Planning

R&D จบที่ prototype

Innovation Process จบที่ commercial product

NPD (New Product Development)

Stage Gate

Idea (Customer Needs)

Stage 1 – Idea Formulation คิดให้เป็นรูปเป็นร่าง

Stage 2 – Concept Formulation ชัดเจนขึ้น เริ่มคิดเป็นโปรเจคและหาช่องทางในการทำตลาด ควรทำให้ตอบสนองความต้องการในอนาคต

Stage 3 – Product Development เริ่มลงมือทำ จนได้ prototype

Stage 4 – Test Marketing ทดสอบปล่อยตลาดจริง เช่น ออกรุ่น beta, lite

Stage 5 – International Marketing ตลาดสากล เพื่อขยายโอกาสการทำตลาด ฐานลูกค้ากว้างขึ้น บางสินค้าอาจต้องมีการเปลี่ยนแปลงหรือปรับเปลี่ยนเพื่อให้ตรงความต้องการของลูกค้า

Innovation Management Process

อาจจะไม่เหมือนกัน แล้วแต่ว่าจะไปถามกูรูคนไหน

อาจแบ่งได้เป็นสองส่วนคือ Technical driven (ส่วนของการค้นคว้าและพัฒนานวัตกรรม )และ Market driven (ส่วนของการผลิตและจัดจำหน่าย)

Innovation Management Process แบ่งออกเป็น 7+2 ได้แก่

R&D Management Process – 7 ขั้น

Idea generation & goals setting – กำหนดเป้าหมาย ทำเพื่ออะไร แล้วจะได้อะไร

Research planning – วางแผนในการวิจัย

Evaluation and selection – ประเมินผลและเลือกงานที่วางแผนไว้ก่อนหน้าว่าจะทำอะไรดี เนื่องจากทรัพยากรมีจำกัด

R&D Process – เริ่มค้นคว้า วิจัยและพัฒนา เริ่มทำเป็น Cycle (เหมือนใน large soft)

Integrate knowledge and research results – เอาไปทำ system testing

prototype development – สร้างและทดสอบ prototype

overall evaluation – ลองปล่อย beta, preview version แล้วหา comment มาเพื่อพัฒนาเป็น final product

Innovation Management Process (IMP) – 2 ขั้น รวมกับของเดิมเป็น 9 ขั้น

เหมือน R&D แต่มีเพิ่มอีก

production – release ออกตลาด

market entry – ทำการตลาด

Idea เกิดได้หลายแบบ

Cost Functional – ไอเดียจากคนนอกสาย

Acquire …. – ถามจากผู้รู้ ทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน

ยกตัวอย่างเช่น Dell Computer แต่เริ่มเดิมที dell เป็น direct sell หรือขายตรง ซึ่งเน้นการขายคอมพิวเตอร์ให้ตรงความต้องการของลูกค้า

ถ้าไม่มีกลยุทธ จะทำธุรกิจยากขึ้น เพราะเป็นตัวกำหนดแนวทาง สำคัญสุดคือ business/organizational strategy โดยแผนต้องละเอียดพอที่ต้องเอาไปทำตามได้

Establishing Strategy

Strategic Planning – ต้องชัดเจน เอาไปทำได้จริง ควรเขียนออกมาเป็นเอกสาร

Strategic Management – มองคน และเศรษฐศาสตร์

Strategic Interactions อาจเป็นทั้งโอกาสและอุปสรรค (SWOT) ปัจจัยมี 2 แบบ

ภายใน – เราควบคุมได้ เช่น โครงสร้างองค์กร ขั้นตอนการทำงาน คนในองค์กร

ภายนอก – เราควบคุมไม่ได้ เช่น กฎหมาย การเมือง คนนอกองค์กร คู่แข่ง ผู้ถือหุ้น

โครงสร้างองค์กรแบบใหม่เป็น network/hypertext organization

Capabilities ความสามารถ

  1. Technical
  1. Destroy
  1. ทำเทคโนโลยีใหม่มาใช้แทนของเก่าได้
  2. ทำให้ธุรกิจอื่นตายไป
  1. Preserve
  1. พัฒนาเทคโนโลยีเดิมให้ดีขึ้นได้
  2. คนส่วนใหญ่เป็นลักษณะนี้
  1. Develop
  1. สร้างเทคโนโลยีใหม่ได้
  1. Market
  1. ทำให้ขายออกได้
  2. ถูกที่ถูกเวลา
  3. การวางตำแหน่งในตลาด

Competitive Advantage ควรสร้างความได้เปรียบนี้ได้อย่างต่อเนื่อง

five forces

  1. สินค้าหรือบริการ8
  2. คู่แข่งเดิม
  3. การเข้ามาของคู่แข่งใหม่
  4. อำนาจต่อรอง supplier
  5. อำนาจต่อรอง customer

S-curve ช่วยให้เห็น life cycle ของ product ควรพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

สังเกตได้ว่าช่วงท้ายๆ เทคโนโลยีตันแล้ว ไม่มีการพัฒนาต่อยอด สุดท้ายก็ตายแล้วก็หายจากไป หรืออาจจะมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาแทน (เช่นพวก video tape พัฒนาจนสุดแล้วเปลี่ยนเป็น vcd dvd เป็นต้น)

Planning

  1. Gather Data
  2. Mission/Vision พันธกิจ บทบาทหน้าที่

  1. มีเอกลักษณ์ประจำองค์กร
  2. ขอบเขตของกิจกรรม
  3. มีกลยุทธหลายระดับ
  1. corporate (กระทรวง) บรรลุพันธกิจขององค์กรให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์
  1. สร้างนโยบายระดับองค์กร
  1. business-level (กรม) บรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ (goals and objectives)
  1. นิยมใช้กลยุทธ low cost กับความแตกต่างเป็นหลัก
  1. functional-level (กอง) บรรลุวัตถุประสงค์ (objectives)
  1. มีกลยุทธเฉพาะแผนก/ด้าน
  1. Objective and Goal
  2. Establish Strategy

Implementation

ทำอะไร ทำอย่างไร

Evaluation and Control

เหมือน postmortem

============ จดเล่น =============

ระดับความสำคัญของจุดประสงค์

objectives < purposes < goals

==============================

assignment

หาไอเดีย propose product เกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อม

Value chain มี 2 ส่วน นิยมทำเป็น 2 แกนเพื่อให้ดูได้ว่ามัน support ส่วนไหน

  1. primary activity
  1. Inbound Logistics วัตถุดิบ
  2. Operation ผลิตสินค้า
  3. Outbound Logistics ส่ง warehouse
  4. Marketing & Sales ขาย
  5. Service บริการหลังขาย
  1. support activity
  1. Procurement จัดหา จัดซื้อ
  2. Product Development
  3. HRM
  4. Firm Infrastructure

Balanced scorecard

มุมมองการวัดความสำเร็จขององค์กร โดยแยกเป็นประเด็นๆ ไป

 

Perspective

Issues

Financial

คุณค่าของผู้ถือหุ้น , Revenue growth strategy , cost structure strategy

customer

คุณภาพ ราคา ยี่ห้อ ภาพลักษณ์องค์กร ฯลฯ

ปัจจุบันลูกค้าส่วนใหญ่ focus เรื่องซื้อจากใครมากกว่าที่จะซื้ออะไร

internal

วิธีการและการปฏิบัติการ , CRM , นวัตกรรม , Internal Effectiveness Strategy

learning and growth

พัฒนาทักษะบุคลากร ทุนทางด้านสารสนเทศ วัฒนธรรมองค์กร และแนวทาง

MTI

สร้างของใหม่ ทำเองหรือซื้อมาจากภายนอก

Innovation Planning

  1. นวัตกรรมภายในเทียบกับคู่แข่ง
  1. คน
  2. ความสามารถ
  3. ทรัพยากร
  1. คนและทรัพยากรเป็นสิ่งสำคัญ

Innovation Planning Process

  1. กำหนดเป้าหมาย
  2. ตั้งพันธกิจ
  3. ไปถึงเป้าหมาย
  4. วางกลยุทธ
  5. กำหนดแนวทางปฏิบัติ

ปัจจัยที่ช่วยในการวางแผนนวัตกรรม

1. ความคิดสร้างสรรค์

2. organizational issue

  1. การสื่อสาร คุยน้อยไปหรือคุยมากไป
  1. วิศวกรคุยกับคนนอกไม่รู้เรื่องเพราะไม่สนใจคนอื่น
  2. ทำให้เข้าใจในdที่เราต้องการสื่อได้ง่าย
  1. สิ่งตอบแทน
  1. ควรให้เป็นกลุ่มหรือเป็นรายบุคคลดี
  1. สมมติฐานขององค์กร

3. การเมืองในองค์กร

Myth about Innovation

วิธีการระดมความคิด

  1. มุ่งความสนใจไปสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
  2. ห้ามตัดสินระหว่างระดมความคิด
  3. มีความปลอดภัย
  4. มีการพูดกันอย่างต่อเนื่อง
  5. มีการต่อยอดความคิด

Lecture 6Innovation Evaluation and Control

10 Aug 16.00-19.00 (สอบเวลาเดิม)

แนวข้อสอบ: วิเคราะห์ case study, ขั้นตอนกระบวนการในการสร้างนวัตกรรม

Evaluation คือ วัดผล/ประเมิน เพื่อดูว่าผลลัพธ์ที่ได้ตรงตามแผนหรือผลลัพธ์ที่เราคาดหวังไว้ ถ้าไม่ตรงเรียกว่า error ส่วน Control คือ ควบคุมและปรับเปลี่ยนปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์จริงตรงกับผลลัพธ์ที่เราคาดหวังไว้ หรือต่างกันแบบยอมรับได้ (ไม่ต่างกันมาก)

Evaluation

Signal processing

  1. scanning environment ดูปัจจัยแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง
  2. collect and filter signals from background noise แก้ปัจจัยที่มีปัญหา
  3. scan forward in time มองไปข้างหน้า
  4. process signals into relevant information for decision making ตัดสินใจเมื่อมีทางเลือก โดยควรจะมีผลลัพธ์ที่ดีกว่า

Strategy

กลยุทธกับยุทธศาสตร์เป็นสิ่งเดียวกัน แต่กลยุทธใช้ในธุรกิจ ส่วนยุทธศาสตร์ใช้ในทางทหาร ความจริงแล้ว กลยุทธย่อยเป็นกลวิธีส่วนยุทธศาสตร์ย่อยเป็นยุทธวิธี

  1. Analysis การวิเคราะห์เป็นหาความรู้จากสิ่งที่ซ่อนอยู่ เช่น แฝงเป็นนัยยะ เป็นการได้ความรู้แบบอ้อมๆ ต่างจากการเรียนรู้ที่ได้ความรู้ตรงๆ ส่วนสังเคราะห์เป็นการนำข้อมูลที่เราเข้าใจและผ่านการวิเคราะห์ มาสร้างเป็นความรู้ใหม่ขึ้นมา นวัตกรรมจะเกิดจากการวิเคราะห์หรือสังเคราะห์ โดยวิเคราะห์ไม่จำเป็นต้องเกิดนวัตกรรมเสมอไป ส่วนสังเคราะห์นี่เกิดนัวตกรรมแน่ๆ
  2. Assess signals in terms of possibilities for action วิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อนทั้งของเราและคู่แข่ง วิเคราะห์โอกาสและภัยคุกคาม

SWOT Analysis คือการวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อน โอกาส ภัยคุกคาม

จุดแข็ง S

จุดอ่อน W

โอกาส O

กลยุทธเชิงรุก

ใช้โอกาสลบจุดอ่อน

ภัยคุกคาม T

ใช้จุดแข็งกำจัดภัยคุกคาม

ลดจุดอ่อน ลดภัยคุกคาม

======

Competency (n.) = ขีดความรู้ความสามารถ

Net Present Value: NPV = มูลค่าปัจจุบันสุทธิ

======

ของชิ้นแรกขายยากที่สุด บางครั้งต้องทำยังไงก็ได้ให้เค้าใช้ชิ้นแรกให้ได้ แม้ว่าอาจจะต้องให้ใช้ฟรีก็ตาม

Resourcing

  1. solution provider with strategic decision จัดการทุกอย่างเสร็จสรรพทั้ง Hardware, Software, Consulting, Network
  2. Invent in-house through R&D activity การสร้างสิ่งประดิษฐ์ภายในองค์กรเอง พยายามมองที่นวัตกรรมเป็นหลัก
  3. Use from existing R&D เอางานที่มีอยู่เดิมให้ใช้ได้จริง
  4. Acquire via external R&D contact เอา paper ข้างนอก จ้าง outsource มาทำ
  5. License or buy in ถ้าแค่ Licence ได้แค่สิทธิในการใช้แต่เอาไปขายต่อไม่ได้
  6. Technology transfer การถ่ายทอดเทคโนโลยี มักพบจากการรับทำ outsource

Implementation

  1. Develop to maturity ทำให้ดียิ่งขึ้น
  2. Parallel technical development ทำพร้อมกันหลายๆ คน แล้วมาเลือกทีเดียวว่าจะเอาอันไหน เช่น เอางานเดียวกันให้ 3 ทีม แล้วเลือกอันที่ดีสุดมาใช้จริง
  3. Launch and commission การเอาไปใช้จริง

Learning and re-innovation

ทำแล้วได้ความรู้อะไรบ้าง เอามาสร้างใหม่อีกรอบได้มั้ย

จะเรียนต่อหรือทำงานก่อนดี?

มีข้อดีข้อเสียต่างกัน

เรียนต่อเลย

+ สมองฟิต ความรู้เก่ายังอยู่?

- ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร เป้าหมายการเอาไปใช้จริงยังไม่ชัดเจน

ทำงานก่อนค่อยมาเรียนต่อ

+ รอบคอบขึ้น

+ รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร เป้าหมายชัดเจน

- สมองไม่ฟิต ความรู้เก่าลืมหมดแล้ว

สรุปสั้นๆ อยู่ที่ว่าเราอยากจะทำงานสายไหน

  1. ราชการ เรียนต่อ
  2. ธุรกิจ ทำงานให้รู้ตลาดก่อน ค่อยเรียนต่อเพิ่มทีหลัง

สรุปภาพรวมของ Innovation management (น่าจะออกสอบ)

NPD (New Product Development)

Technological Knowledge => ทำให้งานเสร็จและดี

Market Knowledge => ทำให้ขายออก

Outline Concept > Detailed Design > Testing > Launch

Generation of innovation

First/Second – simple linear model

Third – Compelling model

Fourth – parallel ทำมันพร้อมกันหมดเลย

Fifth – เชื่อมโยงเป็นเครือข่าย – Roger

วัตถุประสงค์

มาตรฐาน คือ สิ่งที่แย่สุดที่ยังรับได้

วัดผล

เทียบว่าตรงตามมาตรฐานมั้ย

ถ้าไม่พอก็ปรับปรุง (control) ถ้าพอก็เอาเสร็จเอาไปขายได้เลย

การประเมินตนเอง

strategic environment ปัจจัยในเชิงกลยุทธ

external envi ปัจจัยภายนอก

IS

Structural analysis วิเคราะห์โครงสร้างองค์กรว่าวัฒนธรรมองค์กรเอื้อให้เกิดนวัตกรรมได้หรือไม่

วัดอะไร?

  1. ผลลัพธ์ที่ทำให้เกิดความได้เปรียบในอนาคต
  2. ผลลัพธ์์ที่ส่งผลถึงอนาคต
  3. measures of future strategic capabilites

ตย Gantt Chart (ควรมีช่องสุดท้ายบอกด้วยว่าผลลัพธ์ที่ได้คืออะไร)

ข้อดีข้อเสียของ Control

แผนก

+

-

Examples

Financial

quantitative easy to interpret

analysis paralysis is possible can become narrow internally focused

%กำไรที่เพิ่มขึ้นจากสินค้าใหม่

Strategic

กำหนดเป้าหมาย

more qualitative

fits environment

ยากที่จะประเมินออกมาได้ อาจจะไม่ตรงกับความต้องการ

ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มมั้ย?

Cultural

ง่ะ

ง่ะ

value enhancement

จดไม่ทัน ดูรูปล่างเอา

ถ้าเป้าหมายคือรายได้ ควรเป็นผู้ประกอบการเอง

ควรปรับช่องว่างระหว่างเป้าหมายและ performance โดย

  1. ควรทำ cross-functional ให้มากขึ้น
  2. In-house development หาทางพัฒนา ปรับเปลี่ยนนวัตกรรมภายในองค์กรให้มันดีขึ้น
  3. หาวิธีในกระบวนการนวัตกรรมเพื่อใช้ในการตัดสินใจ
  4. ถ้าสิ่งที่ทำไม่สอดคล้องกับความสามารถ ควรเปลียนเป้าหมายใหม่ หรือเพิ่มความสามารถให้ไปยังสิ่งที่ต้องการ

ตาราง รูป ตาราง รูป อ่านในสไลด์เอาละกันนะจ๊ะ -.,-)||| เพราะอาจารย์ก็ไม่แปลเหมือนกัน

วัดอะไร

  1. สนใจเรื่องอะไร เป้าหมายคืออะไร
  2. วัดอย่างไร

effective innovation management

  1. learning and adaptation are essential in an inherently uncertain future
  1. innovation is about interaction of technology market and organization
  1. innovation can be linked to generic process which become embodied in structures and procedures over time
  2. innovation management is search for effective routines (พิมพ์สดไม่คิดแปลเลยสินะ = =)

Measuring success

  1. ประเมินความสำเร็จจาก specifics outputs
  1. Patents
  2. paper
  3. number of product
  1. operational/process
  1. ความพอใจลูกค้า
  1. เสียงบ่นน้อยลง
  1. การพัฒนาคุณภาพและความยืดหยุ่น
  1. strategic
  1. รายได้จากการขายนวัตกรรม
  2. market share
  3. new product

สอบออกอะไรๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ออกเป็นกรณีศึกษาและวิเคราะห์ business model กระบวนการการสร้างนวัตกรรม มี process อย่างไร

ดูเหตุผลที่ใช้สนับสนุนแนวคิด based on อะไร สมมติฐานอะไร

=====================================

FINAL START

=====================================

Lecture 7 Knowledge Management

นอกเรื่อง ตอนสอบของการบิน อาจารย์เห็นเด็กออกกันครึ่งห้องตั้งแต่ชม.แรก เลยเพิ่มข้อสอบเซคเราซะงั้น

มาตรฐาน

1.fix to standard

2.fix to need (ยากกว่า)

แนวโน้มเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่

Digital Economy (Network / New / Internet / Digital Economy)

ระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาข้อมูลข่าวสาร เอกสารและสิ่งพิมพ์แบบ digital (electronics document)

ข้อดี

  1. อำนวยความสะดวกได้
  2. รวดเร็ว

ข้อเสีย

  1. โดนลอกง่าย
  2. ข้อมูลผิดๆ ถ้าเผลอกดส่งไปแล้ว ก็ตามแก้ลำบาก

เปรียบเทียบ Old Economy vs New Economy

ยกตัวอย่างเรื่องการถ่ายภาพ

Old Economy

  1. ซื้อฟิลม์
  2. อัดรูป
  3. รอล้างรูป

New Economy

  1. กล้องดิจิตอล
  2. ถ่ายได้เยอะ รวดเร็ว สะดวก ไม่ต้องรอล้างรูป XXX
  3. ต่อกับระบบ wireless ได้

ขึ้นอยู่กับการปรับตัวขององค์กรว่าเร็วหรือช้า มองในมุมมองที่ต่างกัน

Major Business Pressure = แรงกดดันจากด้านต่างๆที่มีผลต่อองค์กร

เหมือนที่เรียนไปก่อนหน้า

แรงต้านแรงกดดัน = การพัฒนาองค์กร

Quality Organization (องค์กรแห่งคุณภาพ)

เป็นองค์กรที่อยู่รอดได้ มีแนวโน้มดีในการแข่งขันแบบเสรี ซึ่งเป็นผลดีต่อคนที่มีความพร้อม สมาชิกองค์กรมีความกระตือรือร้นในการพัฒนาศักยภาพของตนเองและทีมอย่างต่อเนื่องเพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้

  1. ควรทำให้เป้าหมายของคนกับองค์กรเป็นทิศทางเดียวกัน เนื่องจากคนมองตัวเองก่อน
  1. เช่น ร้านค้าอาจให้เงินค่า commission ตามยอดขาย
  1. ปัจจัยเพื่อความอยู่รอด >> สิ่งสำคัญขององค์กรยุคนี้ คือ CA (Competitive Advantages) ซึ่งพืนฐานของมันคือ “ความรู้” เพราะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนจากความคิดสร้างสรรค์เป็นนวัตกรรม
  1. performance
  1. จ้างคนเทพๆ ไม่กี่คน แล้วให้เงินเดือนเยอะๆ ไปเลยดีกว่า
  1. innovation
  1. creative
  1. relationship
  2. speed & cost
  3. responsiveness
  1. ตอบโจทย์ได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย
  1. leadership

The K-Based Economy
ตัวอย่างเช่น สิงคโปร์(โตก) สร้างเงินจากความรู้/ความคิด

ทรัพยากรทางสมอง (Brain power) มีบทบาทสำคัญกว่าพลังงานเครื่องจักร

เน้นสร้างระบบเศรษฐกิจความรู้เป็นสำคัญ เพราะทรัพยากรใช้ซักวันนึงก็ต้องหมด แต่ความรู้ใช้ได้แทบไม่จำกัด

Data ==<(Processed)>==> Information ===<(Relevant and actionable)>===> Knowledge

Data <============= Relevant and actionable data ================> Knowledge

Data (ข้อมูล) = ข้อเท็จจริง ที่ยังไม่ผ่านการประมวลผล

Information (สารสนเทศ) = การนำข้อมูลมาประมวลผล เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย

Knowledge (ความรู้) = สิ่งที่สะสมมาจากการศึกษา, องค์วิชาในแต่ละสาขา, อาวุธ , ทรัพย์ , ความรู้ความสามารถ ,ประทีปดุจดั่งแสงสว่างไสว 55555 , สถานะของความรับรู้ ความเข้าใจ

Process = วิเคราะห์ , คำนวณ , จัดกลุ่ม , แสดงในรูปแบบต่างๆ

ความหมายของความรู้แตกต่าง เพราะมองคนละมุม

state of mind = understanding

object = object ที่เก็บได้ จัดการได้

process = applying

access to information = การเข้าถึงสารสนเทศ

Capability = ความรู้ความสามารถ

มิติของความรู้

  1. ความรู้แบบกระจ่าง (explicit) รู้ เขียนความหมาย อธิบายออกมาชัดๆ ได้ เปรียบเทียบกับน้ำแข็งส่วนที่โผล่จากน้ำ คิดเป็น 20% เช่น
  1. สูตรคณิตศาสตร์
  2. source code
  3. การทำหมูทอดทงคัตสึ แบบละเอียด ทำเป็นขั้นตอนตามวิธีทำ
  1. อาจมีปัญหา apply ไม่เป็น
  1. ความรู้แฝง (Tacit) ยากต่อการอธิบายได้มาจากการฝึกฝน ลอกเลียนแบบได้ยากเปรียบเทียบกับน้ำแข็งใต้น้ำ คิดเป็น 80%
  1. สกิลการว่ายน้ำ
  2. skill การเล่นกันดั้ม (พร่องซ์) (Level UP !!!)
  3. สกิลอื่นๆ ที่ต้องเรียนรู้จากการปฏิบัติ
  1. บางอย่างอาจกลายเป็น explicit ได้ ถ้าเราอธิบายเป็นขั้นตอนชัดเจน หรือมีการบอกสัดส่วนตายตัว
  2. คู่มือทำอาหารไทยใช้ความรู้สึกวัด

<รูปภูเขาน้ำแข็ง>

สรุปคือ tacit knowledge เป็น SCA ทำให้เกิดความได้เปรียบ

องค์กรแต่ละองค์กรอาจเน้นไม่เหมือนกัน เช่น

  1. dell >> เน้น explicit เป็นหลัก ทำคู่มือการใช้งานอย่างละเอียด codification
  1. FAQ
  2. service step
  1. hp >> เน้น tacit
  1. เน้นความรู้ความสามารถของคน พนักงาน ในการแก้ปัญหา

สรุปสั้นๆ

  1. ชอบพูด tacit
  2. ชอบเขียน explicit

มิติความรู้ แบ่งตามระดับบุคคล

  1. คคคล (personal Kวามรู้ส่วนบุnowledge)
  2. ความรู้องค์กร (organizational Knowledge )
  3. Functional Knowledge
  1. Software Engineering

มิติความรู้ แบ่งตาม function

  1. บัญชี
  2. การเงิน
  3. เทคนิค
  4. บริหาร
  5. etc.

เวลาถามว่ามีกี่ประเภท ต้องตอบว่ามีหลายประเภท

ปัญหาการจัดการความรู้

  1. คนชอบกั๊ก
  1. แก้โดยการเปลี่ยนทัศนคติ
  1. knowledge sharing is power
  1. เรียนรู้เพิ่มจากการแลกแปลี่ยนความคิดกัน (knowledge sharing)

multidimensional knowledge

การจัดการสารสนเทศ[a] vs. การจัดการความรู้[b]

  1. ไม่เหมือนกัน เพราะว่า สารสนเทศต่างจากความรู้ ดังนั้น การจัดการทั้งสองด้านจะไม่เหมือนกัน
  2. การนิยามความรู้ของแต่ละองค์กรณ์แตกต่างกัน ดังนั้น ความหมายของการจัดการความรู้จะแตกต่างกันด้วย
  3. วิธีการจัดการความรู้ต่างกันด้วย

ทำไมต้องจัดการความรู้ ?

  1. สารสนเทศล้น
  1. องค์กรพยายามเปลี่ยน สารสนเทศเป็นความรู้ เพราะสามารถใช้งานได้เลย
  1. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
  2. เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน
  3. เพื่อความอยู่รอด
  1. สร้างอาชีพ สร้างความมั่งคง
  1. ความรู้คือสินทรัพย์ (asset)
  1. มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน
  2. ความรู้เป็นแหล่งกำเนิดของนวัตกรรม
  1. ความรู้มีหลายระดับ (มีอะไรไม่รุ้อีกสองข้อ)

ความหมายของการจัดการความรู้ (Meaning of Knowledge Management) = KM

ไม่สามารถกำหนดได้ชัดเจนตายตัว แล้วแต่สภาพองค์กร กำหนด KM กันเองในแต่ละองค์กร

นิยามขององค์กรทั่วไป

  1. กระบวนการจัดการความรู้เพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย

นิยามอื่นๆ

  1. การจัดการความรู้
  1. รวบรวม จัดการ แบ่งปัน วิเคราะห์ internal knowledge ที่สร้างโดยคนในองค์กร >> Explicit เพราะเป็น information
  2. จัดเก็บ จัดการ เข้าถึง สารสนเทศภายใน/นอก เพื่อบันทึกความจำขององค์กร (memorization) และการถ่ายความรู้ (knowledge transfer)
  3. สร้าง จัดเก็บ และกระจายความรู้สารสนเทศ และประสบการณ์
  4. เครื่องมือในการแสวงหาความรู้ และนำมากลับมาใช้ใหม่
  5. เพิ่มประสิทธิผลของการใช้ทุนทางปัญญาเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
  1. ทุนทางปัญญา คือ การแปลงความรู้ความสามารถของเรา เป็นทรัพย์สิน เช่น เงินเดือน
  1. ใช้แหล่งสารสนเทศและความรู้ สร้างประโยชน์สูงสุดแก่องค์กรอย่างมียุทธศาสตร์ (Strategic planning)
  1. อย่างมียุทธศาสตร์คือ มีเป้าหมายที่เป็นไปได้และชัดเจน
  1. ดำเนินการต่างๆ ตามภารกิจให้บรรลุเป้าหมาย
  1. กำหนด จัดเก็บ แบ่งปัน สร้าง ใช้

นิยามการจัดการความรู้ที่ดีประกอบด้วย 3 ส่วน คือ (3M)

  1. Management กระบวนการ
  1. process กระบวนการย่อยๆ ในกิจกรรม >> explicit เน้นในเรื่องนี้
  2. practice กิจกรรม มองง่ายกว่า process >> tacit เน้นเรื่องนี้ เรื่องนี้มองง่ายกว่า
  1. Meaning เป้าหมาย (Goal)
  2. Measurement เอา Output ของ Management (M1) ไปเปรียบเทียบกับ Meaning (M2)
  1. ดูผลลัพธ์ว่าได้ตามที่ตั้งเป้ารึเปล่า
  2. อาจทำเป็น KPI ออกมาเลย
  3. (Key Performance Indicator)

ทำ KM เพื่ออะไร??

เป้าหมาย เพื่อหวังผลตอบแทนจากการลงทุน

กระบวนการจัดการความรู้

  1. KM Process มีหลายอัน ตอบแน่ชัดไม่ได้ ขึ้นกับแต่ละ business process
  1. identification
  1. กำหนดความรู้และแหล่งความรู้
  2. รู้ว่าเราหรือองค์กรมีความรู้อะไรบ้าง รู้มากรู้น้อยเพียงใด
  3. ใช้ประเมินความสามารถเราและองค์กร

กูรู้อะไร

กูไม่รู้อะไร

รู้ว่า (บอกได้)

อาชีพ

แสวงหาเพิ่มเติมได้

ไม่รู้ว่า (บอกไม่ได้)

ความสามารถแฝง

อวิชชา

  1. ใช้ดูแนวโน้มในอนาคต และดูว่าควรจะพัฒนาอะไร
  1. ใช้ในการหาบุคลากรเพิ่ม
  1. development
  1. การหาความรู้จากภายในองค์กร (สร้างเอง)
  2. เพื่อพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่องในการสร้างความสามารถในการแข่งขันขององค์กร
  1. acquisition
  1. การหาความรู้จากภายนอกองค์กรเพื่อเสริมศักยภาพขององค์กร
  2. ช่วยลดเวลาในการพัฒนาความรู้ที่ต้องการ
  3. เป็นกลยุทธหลักขององค์กรในยุคนี้
  1. เชิญอาจารย์ม.รัฐ มาสอนในม.เอกชน
  2. การจัดหาที่ปรึกษา
  3. การสร้างพันธมิตร
  4. การซื้อนักเตะ (มั่นใจว่าไฟนอลจะตอบทุกคนอีกรอบ 555)
  5. การซื้อขายความรู้
  1. storage
  1. การจัดเก็บ
  1. transfer
  1. การถ่ายทอดความรู้ (Knowledge Transfer)
  1. บุคคล (Individual)
  2. กลุ่ม (Group)
  3. องค์กร (Organization)
  4. ระหว่างองค์กร (Inter organization)
  1. การเปลี่ยนรูปความรู้ (knowledge conversion)

Tacit

Explicit

Tacit

Socialization

คนเก่งอยู่ด้วยกัน แล้วเก่งขึ้น

Externalization

เอาความรู้ไปเขียนตำรา

Explicit

Internalization

(private lesson)

learn from a report

Combination

(Public lecture)

e-mail & report

วงเป็นก้นหอย >> knowledge spiral

SECI model

  1. ต้องการการกระจายและแบ่งปัน
  2. ต้องมี source และ destination
  3. KM Practice in Knowledge transfer ตัวอย่างเช่น
  1. on-the-job training
  2. brainstorming
  3. meeting
  1. formal meeting
  2. informal meeting
  1. senior-junior training system
  2. group discussion
  3. training class
  1. share
  2. integration
  3. verification
  4. utilization
  1. การใช้และนำกลับมาใช้ใหม่
  2. ความสามารถในการใช้ความรู้ให้เกิดประโยชน์กับบุคคลและองค์กร
  3. การนำความรู้กลับมาใช้ใหม่เพื่อเอาไปต่อยอดและสร้างนวัตกรรม
  4. ปัญหาการใช้ความรู้
  1. ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด (ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้)
  2. การนำความรู้กลับมาใช้ใหม่กลายเป็นปัญหาในองค์กร
  1. เน้นให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์
  1. เช่น ยอดเยี่ยม และ แก๊งค์กุ๊กกี้ไก่ – -”

Innovation and Knowledge Management

KM มีผลต่อ Innovation

เป็นการบูรณาการความรู้เข้าด้วยกัน

  1. เศรษฐศาสตร์เป็นสายที่น่าเรียน

การจัดการความรู้เพื่อนวัตกรรม

  1. นวัตกรรมความรู้ คือการสร้าง ปรับปรุง และแลกเปลี่ยนแนวคิดให้เป็นสินค้า กระบวนการและบริการในตลาดที่นำให้องค์กรประสบความสำเร็จ — Debra M. Amidon
  2. การพัฒนาความรู้และการถ่ายทอดความรู้เป็นสิ่งสำคัญในการสร้่างนวัตกรรม MiNiKooNG ไม่ได้กล่าวไว้ ใครพูดไม่รู้ จำไม่ได้

การจัดการนวัตกรรม ก็คือ 7+2 ที่เคยเรียนนั่นแหละ

C(copy/connect)&D => R&D => Innovation

KM in Innovation Process

<ตารางกากบาทเยอะๆ>

Lecture 8 Innovative Marketing

ปัญหาในการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศไทย คือ ให้ความสำคัญกับฝ่ายเทคนิคน้อย เห็นได้ชัดจากเงินเดือน แล้วใครจะอยากทำ

ทางแก้ที่อาจารย์แนะนำ คือ ตั้งบริษัทขึ้นมาเอง ซึ่งก็จะมีการทำ R&D เอง เป็นการเรียกให้ฝ่ายเทคนิคสนใจมาทำงานมากขึ้น ยังไงบริษัทต่างชาติก็ไม่ยอมให้ทำ R&D ที่บ้านเราอยู่ดี เค้าทำที่บริษัทแม่ต่างประเทศโน่น

หัวใจ คือ ทำได้แล้วต้องขายให้ได้

ช่องทางการขายที่น่าสนใจ คือ ขายทาง internet, มือถือ

การขายครั้งแรก วิ่งเข้าหาลูกค้าไปเรื่อยๆ จนเกิดความเชื่อถือ แล้วเดี๋ยวก็จะขายได้เรื่อยๆ เอง

Consumer Behavior Models

study consumer behavior ทำความเข้าใจว่าผู้บริโภคต้องการอะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน ทำไม

  1. ถ้าขายหลายที่อาจเกิดเรื่อง channel conflict กัน แต่ถ้าทำ market research แล้วว่า ลูกค้าที่ซื้อในห้างกับที่ซื้อในเนตเป็นลูกค้าคนละกลุ่มกัน ก็ถือว่าไม่มีปัญหา

consumer behavior models ทำนายการตัดสินใจของผู้บริโภค ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ

General Model of Consumer Behavior

Independent Demographic [c]Variables[d] – Background Factor

  1. วัฒนธรรม เช่น
  1. คนจีนชอบสีแดง
  2. คนญี่ปุ่นไม่ชอบเลข 4
  1. สังคม
  1. กลุ่มอ้างอิงทางตรง
  2. กลุ่มอ้างอิงทางอ้อม
  3. ผู้นำความคิดเห็น
  4. lifestyle
  1. จิตวิทยา

Intervening [e]Variables – Market Stimuli [f]Social Networks Communities

  1. Brand
  1. สู้ไม่ได้
  1. เอามาเป็นพวก
  2. ซื้อมันเลย
  1. Market Communications Stimuli
  2. Firm Capabilities

In-Store Behavior

Buyer Decisions

Culture – ส่งผลกระทบต่อประเทศ

Subculture รูปแบบย่อยที่แตกต่างจากกลุ่มหลัก (เชื้อชาติ อายุ วิถีชีวิต ภูมิศาสตร์)

Social networks and community

  1. กลุ่มอ้างอิงทางตรง
  2. กลุ่มอ้างอิงทางอ้อม
  3. ผู้นำความคิดเห็น
  4. กลุ่ม Lifestyle

รายละเอียดทางจิตวิทยา

Consumer Decision Process

  1. จำเป็นมั้ย (ถ้าไม่มีเหตุผลนี้ อาจมีการใช้โฆษณาเข้าช่วยให้เกิดอาการหน้ามืดได้)
  2. หาข้อมูล (ถามศาสดาดิ)
  3. ประเมินผลทางเลือก เลือกยี่ห้อ เลือกค่าย ฯลฯ (เลือกลัทธิ เลือกอารยธรรม)
  4. ตัดสินใจซื้อจริง
  5. ประเมินการซื้อ เช่น บริการหลังขาย รีวิวของ ฯลฯ (มีผลกับการซื้อของยี่ห้อเดิม ครั้งต่อไป)

รูปแบบพฤติกรรม Online

  1. ผู้บริโภคมี tech skill (ต้องใช้ Net , Browser เป็น)
  2. ลักษณะของสินค้า
  3. first impression ครั้งแรกบริการดี ครั้งต่อไปก็ซื้ออีก
  1. เน้นการบริการที่ดี
  1. คุณสมบัติเว็บ, app

Clickstream factors

  1. referrer
  2. จำนวนหน้าเว็บ ฯลฯ

ธุรกิจค้าปลีกควรมีข้อมูลสินค้าแบบออนไลน์ด้วย

Online ซื้อไรบ้าง

  1. Small ticket item (<$100)
  1. หนังสือ
  2. เสื้อผ้า
  3. เครื่องใช้สำนักงาน
  4. Software
  1. Big ticket items (ของราคาสูง)
  1. การท่องเที่ยว
  2. Hardware
  3. Electronics

ส่วนมากซื้อ

  1. ของทั่วไป
  2. คอมพิวเตอร์
  3. อุปกรณ์สำนักงาน

วิธีการหาสินค้า

  1. search engine 59%
  2. marketplace amazon ebay 28%
  3. เข้าตรงๆ 10%
  4. อื่นๆ 3%

ผู้ซื้อออนไลน์มีความตั้งใจสูง

  1. ระบบ consult เช่น guru (กูรูถ่ายภาพพริ้ตตี้,แมว หรือ กูรูไม้แบต)

why internet user don’t buy online

  1. อยากลองเล่นของจริงก่อน
  2. shipping แพง
  3. การเงิน

ปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อ online

  1. Utilities
  1. ราคาถูกกว่า
  2. สะดวก
  3. รวดเร็ว
  1. ความน่าเชื่อถือ
  1. ผู้ประกอบการมีข้อมูลต่างกัน มีโอกาสไม่เท่ากัน
  2. มีความสามารถในการชักจูงการซื้อ
  3. สร้างชื่อเสียงโดยการ
  1. ความซื่อสัตย์
  2. เป็นธรรม
  3. การจัดส่งที่ดี

basic marketing concept

  1. สนับสนุนให้ซื้อสินค้า
  2. เน้นที่สถานการณ์การแข่งขัน
  3. สร้าง product ที่แตกต่าง หาที่อื่นไม่ได้

Feature Sets

  1. Core product (ประโยชน์จาก สินค้านั้นตรงๆ)
  1. ประโยชน์หลักของสินค้า
  2. มือถือ (โทรได้ SMS)
  1. Actual product (เพิ่มเติม แต่เกี่ยวกับตัว Product)
  1. ส่งเสริม Feature เพิ่มเติมของ core product
  2. ถ่ายรูป ดูหนัง ฟังเพลง บลาๆ
  3. Design
  4. Quality
  5. Brand Name ลัทธิ
  6. Package
  1. Augmented product (เพิ่มเติมแต่เกี่ยวกับ Product แบบอ้อมๆ)
  1. ประโยชน์เพิ่มเติม
  2. เกณฑ์การสร้าง brand
  3. การรับประกัน (กี่ปี)
  4. บริการหลังขาย (On-Site)
  5. ติดตั้งง่าย (Easy to use , User Friendly)
  6. shipping (Free EMS)

brand

  1. quality
  2. loyalty
  3. reliability

Branding : กระบวนการของการสร้างแบรนด์

Closed loop marketing การตลาดแบบปิด

Brand Strategy กลยุทธตรายี่ห้อ

Brand equity ตราสินค้า

วิธีหลักในการแบ่งกลุ่มเป้าหมาย

  1. พฤติกรรม (Behavioral)
  2. ประชากร (Demographic)
  3. ลักษณะทางจิตวิทยา (Psychographic)
  4. เทคนิค (Technical)
  5. บริบท (Contextual)
  6. การค้นหา (Search)

ภายใน Segment

  1. ผลิตภัณฑ์อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม
  2. ตราหร้าว่าเป็นเอกลักษณ์
  3. ผลิตภัณฑ์มีคุณค่าสูง
  4. เหมาะอย่างยิ่งกับความต้องการของลูกค้าใน segment

Logo ทำให้คนจำสินค้าได้ง่ายขึ้น ลดเวลาในการค้นหาและค่าใช้จ่ายในการตัดสินใจ แต่ถ้าในแง่ธุรกิจแล้ว โลโก้นั้น

  1. ที่มาของรายได้
  2. ราคาถูกลง
  3. เก็บข้อมูลลูกค้าเพิ่ม
  4. ยี่ห้อที่ประสบความสำเร็จมายาวนานมีความได้เปรียบในการแข่งขัน

ผลกระทบ

  1. ตลาดกว้างขึ้น
  2. สื่อเยอะขึ้น
  3. ข้อมูลลึกขึ้น

Internet Marketing

  1. Tracking logs
  1. cookies
  1. web transaction
  1. log analytics
  2. webtrends
  1. Ads
  1. Youtube
  1. Data Warehouse/Mining
  2. CRM systems

Web transaction logs : อ่านในสไลด์เอานะ

Lecture 9

วันที่ 28 สิงหา ค่อยปรับให้อยู่ใน Format เดิมอีกทีละกัน

1 Analytical , Creative Thinking / Integrated , System

- Competitive Advantage

- CA & Strategy

- Innovation Management : -Planning

-Implementation

-Evaluation & Control

- KM & Innovation

- Marketing

Lecture 10 Intellectual Property (IP) Management

http://www.blognone.com/node/10891

Intellectual Capital – ทุนทางปัญญา

  1. แต่ละคนมีต้นทุนทางปัญญาที่แตกต่างกัน
  2. ต่างด้วยความรู้ความสามารถ และทักษะ
  3. คือทุนที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรได้
  1. เอาทุนเหล่านั้นมาสร้างความสามารถในการแข่งขัน (compentecies)[g]
  2. แฝงอยู่ใน
  1. resource
  2. activities
  1. มีทั้งจับต้องได้และจับต้องไม่ได้ แต่สามารถวัดได้ว่ามันต่างกัน ที่ใช้ในการดำเนินกิจกรรมและกระบวนการขององค์กร
  1. เป็นปัจจัยในการสร้างความร่ำรวย โดยมุ่งเน้นไปที่
  1. การสร้างมูลค่าใหม่ (renewing)
  2. การทำให้เกิดมูลค่าสูงสุด (maximizing)
  1. ประกอบด้วย (ไม่ตายตัว แล้วแต่มุมที่เรามอง แต่ต้องมีแนวคิดสนับสนุน)
  1. structural capital (organizational capital) นโยบาย กระบวนการ วิธีการทำงาน เทคโนโลยี ระเบียบวิธีที่ทำให้องค์กรมีประสิทธิภาพ
  1. intellectual property
  2. innovation
  3. process
  1. human capital ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความสามารถของการทำงานทั้งแบบ explicit และ tacit ของบุคลากร
  1. management
  2. employee
  1. relational capital => social capital (environmental capital) ความเข้มแข็งและเสถียรภาพขององค์กรต่อผู้อื่น ออกแนวภาพลักษณ์
  1. network
  2. brand
  1. การเป็น celeb ก็มีส่วน
  2. ออกแนวสร้างสาวก
  1. customer

มนุษยวิทยา มองว่าทุกคนมีค่าเท่ากัน

เศรษฐศาสตร์ มองว่าทุกคนมีค่าต่างกัน ต้นทุนไม่เท่ากัน มาจากคุณค่าของทุนทางปัญญาที่แตกต่างกัน

Intellectual Capital Management

  1. มุ่งไปที่การสร้างและดูแลทรัพย์สินทางปัญญาด้วยกลยุทธ
  2. กลยุทธการจัดการทรัพย์สินทางปัญญา
  1. จัดระดับชั้นในองค์กร
  2. จัดการทรัพย์สินเฉพาะอย่าง
  1. patent
  2. technology
  3. operation
  4. management practice
  5. customer relationship
  6. organization arrangements

Human Capital – ทุนทางบุคคล

Temp Picture

สังเกตว่าส่วนของ Capital จะเป็นรากที่สำคัญ หมายถึงเป็นส่วนที่ทำให้ต้น(เปรียบได้กับกลยุทธ)และผล(เปรียบได้กับ Profit, Market Value , Revenue) เจริญงอกงาม รากแน่น ดี ต้นไม้ก็งอกงามดี

theory เกิดจากการปฏิบัติซ้ำๆ เอามาแทนเหตุการณ์ส่วนใหญ่ได้เกือบทั้งหมด

มูลค่าขององค์กร

  1. ทุนการเงิน เป็นส่วนที่เราประเมินราคาในสิ่งที่เห็นชัดๆ
  1. มูลค่าการเงิน (book value)
  2. ทรัพย์สินกายภาพ (physical asset)
  1. ทุนทางปัญญา (Intellectual Capital) เป็นส่วนที่ก่อให้เกิดมูลค่าที่แท้จริงขององค์กร เช่น ชื่อเสียง ความฮิต ฯลฯ
  1. ความรู้ใหม่ (new knowledge)
  2. นวัตกรรม (innovation)
  3. เทคโนโลยีใหม่ (new technology)

เราเลือกเงินเดือนสูงสุดที่เราได้ = มูลค่าต่ำสุดที่เราสามารถทำกำไรให้องค์กรได้ เช่น ถ้าเราขอเงินเดือนซักแปดหมื่น แปลว่าบริษัทต้องคิดว่าเราต้องทำกำไรให้องค์กรณ์ได้มากกว่าแปดหมื่นขึ้นไป ถึงจะคุ้มที่จะจ้าง

*** อะไรวัดไม่ได้ ก็จะจัดการไม่ได้ ***

เมื่อก่อนรวยไม่รวยอยู่ที่เงิน เดี๋ยวนี้อยู่ที่ต้นทุนทางภูมิปัญญา โดยนำต้นทุนไปสร้างมูลค่าใหม่ (renewing) และนำไปใช้ให้เกิดมูลค่าสูงสุด (Maximizing)

ประโยชน์ของการทำการจัดการทุนทางปัญญา

  1. เพิ่มขีดความสามรถในการเรียนรู้
  2. ใช้เวลาเรียนรู้ในการปฏิบัติงานได้เร็วขึ้น
  3. ช่วยให้ประหยัดมากขึ้น ใช้ได้บ่อย
  4. สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจ
  5. เป็นการสร้างมูลค่าแบบใหม่ กับคนในองค์กร

กระบวนการพัฒนาทุนทางปัญญา

  1. หาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ความคิด ความรู้
  2. ทำให้การสร้างทุนทางปัญญาเป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้ง่าย
  3. นำความรู้มาแลกเปลี่ยนและผสมผสานกัน
  4. ทุนทางปัญญาที่ซับซ้อน จำเป็นต้องแสดงออกมาให้เห็นภาพและเข้าใจง่าย

*** ดูแค่ 3 ประเด็นหลัก Human , Organize(Structural) , Relational(Customer) ***

Human Capital

  1. ความสามารถ
  2. ขีดความสามารถของบุคลากร
  3. การให้ความรู้กับบุคลากร เป็นการเพิ่มมูลค่าของบุคลากร

Structural Capital

  1. ผลลัพธ์ของกิจกรรมเกี่ยวกับข้อมูล ความรู้ เอกสาร หรือสิ่งที่สามารถหายไปได้เมื่อพนักงานกลับไปนอนแล้วตื่นขึ้นมา

Customer Capital

  1. มูลค่าความสัมพันธ์ขององค์กรกับลูกค้า ชื่อเสียงขององค์กร ภาพลักษณ์องค์กร

Process Capital

  1. การบริหารจัดการองค์กร
  2. infrastructure

Innovation Capital

  1. เกิดจากนวัตกรรม
  2. explicit knowledge

Intellectual Property

  1. เอกสาร
  2. องค์ความรู้
  3. patent
  4. technology
  5. ฯลฯ

อะไรที่วัดไม่ได้ ประเมินไม่ได้ จะจัดการไม่ได้

Technological Capital (Optional from NECTEC)

  1. เป็นวิธีประเมิน intellectual capital ของ NECTEC
  2. ประกอบด้วยเกณฑ์ดังนี้
  1. Technological Infrastructure
  2. Intellectual Property
  3. Innovation
  4. Capabilities

Patent

  1. มี 3 ประเภท
  1. การประดิษฐ์
  2. การออกแบบ
  3. อนุสิทธิบัตร (รายละเอียดเต็มๆในสไลด์)
  1. จดทะเบียน
  2. คุ้มครอง
  1. 6 ปี
  2. ต่อได้อีก 2 ปี เรื่อยๆ จนครบ 10 ปี (ปะ?)
  3. ครบ 10 ปีน่าจะหมดอายุ(มั้งนะ)
  1. เงื่อนไข
  1. บาย
  1. งานหนึ่งชิ้นสามารถมีหลายสิทธิบัตรได้
  1. software ควรจดเป็นสิทธิบัตร และลิขสิทธิ์จะได้เองโดยอัตโนมัติ

ความลับทางการค้า

  1. มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์
  2. ใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาไว้เป็นความลับ
  3. เช่น
  1. สูตร
  2. รูปแบบ
  3. โปรแกรม
  4. วิธีการ

ลิขสิทธิ์

  1. พวก art ทั้งหลาย
  2. คุ้มครองโดยอัตโนมัติไม่ต้องจดทะเบียน
  3. ท่าเดินตัวตลกเป็นลิขสิทธิ์ได้ด้วย
  4. เจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวโดยมีสิทธิ
  1. ทำซ้ำ ดัดแปลง
  2. เผยแพร่สาธารณชน
  3. ให้เช่า
  4. ให้ประโยชน์
  1. คุ้มครอง
  1. ทั่วไป
  1. ตลอดชีวิตผู้สร้างสรรค์ + 50 ปี
  1. art
  1. 25 ปี นับจากวันที่สร้างสรรค์
  1. ภาพถ่าย สื่อ
  1. 50 ปี นับจากวันที่สร้างสรรค์

เครื่องหมายการค้า

  1. เป็นตัวแทนสินค้า

สอบ สอบ สอบ สอบ สอบบบบบบบบ

ออกหลังมิดเทอม เพิ่ม innovation management process แต่เน้นการประยุกต์ ไม่เน้นจำ (เค้าว่างั้นแน่ะ)

—————————————————————————————————————————-

แถมๆ เผื่อออก

HomeXpert

โครงสร้างองค์กร

1. ผู้บริหาร

2. แนวหน้า

  1. พนักงานขาย หาลูกค้า เป็นผู้ได้ข้อมูลจากลูกค้าโดยตรงที่สุด
  2. พนักงานการตลาด
  3. พนักงานการเงิน/บัญชี

3. แนวหลัง

  1. ฝ่ายวิจัยพัฒนา (Engineer)
  2. ฝ่ายผลิต
  3. ฝ่ายซ่อมบำรุง

เน้นคนไม่เยอะ แต่มีประสิทธิภาพ

ฝ่ายไหนสำคัญสุด? สำคัญทุกฝ่าย ขาดฝ่ายไหนไม่ได้เลย

ในโลกแห่งความจริง ในส่วนธุรกิจ ค่อนข้างสำคัญ เพราะส่วนวิศวกรอย่างเดียวมันไม่ทำให้บริษัทรวย

ต้องขายเป็น ทำตลาดเป็น ดูบัญชีการเงินได้

ในโลกธุรกิจ “ลูกค้า” สำคัญสุด

ตอนวิจัยต้องดูว่า ลูกค้าอยากได้อะไร มีตังค์ซื้อได้มั้ย

ดูความพร้อมของตลาด ความพร้อมในการผลิต ความพร้อมของลูกค้าในการใช้งานสินค้าเรา

กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ดูว่าผลิตสินค้าออกมาแล้ว มีคนอยากได้เยอะแค่ไหน ราคาเท่าไร

ต้องแข่งกับคู่แข่งให้ได้ ดูตัวเองว่าพร้อมมั้ยต่อการผลิต

เน้นเจาะลูกค้าระดับกลาง เพราะมีจำนวนมาก มีกำลังซื้อที่เหมาะสม

มองลูกค้า มองตลาดให้เป็น มองตัวเองว่าจะทำยังไง

สินค้าประเภทสวิตซ์รีโมท ได้ไอเดียมาจากการแนวคิดขององค์กรเอง

Smart Home ของฝรั่งที่ต้องใช้คอมควบคุมมีราคาแพงมาก ใช้ยาก Error บ่อย

สร้างนวัตกรรมทำสวิตซ์ Timer ให้มีหน้าตาคล้าย Switch มีความสวยงาม ได้ไอเดียมาจากลูกค้า

มีเทคนิคในการติดตั้ง ไม่ทำให้บ้านเสียหาย ใช้ได้กับบ้านเก่าและบ้านใหม่

บริษัทอื่นยังทำไม่ได้ในตอนนั้น เป็นเจ้าแรกที่ทำได้ และนำสินค้าออกสู่ตลาด

ใช้ซอฟต์แวร์ในการควบคุมอุปกรณ์ Copy ยาก

มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (ใส่สวิตซ์ได้มากกว่า 1 อันในบล็อกเดียว) มีระบบระบายความร้อนสำหรับ 3 Switch

แชนเดอเรีย ได้ไอเดียมาจากความต้องการของลูกค้า รอกไฟฟ้า+รีโมท

มีนวัตกรรมที่ทำให้สินค้ามีประสิทธิภาพและมีคุณสมบัติที่ดีมากกว่าเจ้าอื่น

ความนิ่งของการเคลื่อนที่ สายสลิงไม่หมุน ระบบตัดไฟอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ทำให้สายไฟพันกัน

เก็บ Requirement และปัญหาจากลูกค้า ไปดูสถานที่จริง

ศึกษาตลาดจากผู้ขายโคมไฟ ลูกค้าจากงานบ้านและสวน สถาปนิกออกแบบบ้าน

มีการนำไปทดสอบกับสถาบันต่างๆเพื่อ Certificate ต่างๆ ในการสร้างความน่าใช้

ขั้นตอนการทำวิจัย (R&D)

  1. มองหาปัญหา ตั้งโจทย์
  2. แก้ปัญหาให้เป็น ตรงจุด คิดให้ง่ายเข้าไว้
  3. ตัดสินใจผลิตแล้ว จ่ายเงินเพื่อทำการวิจัย
  4. พัฒนาอย่างต่อเนื่อง
  5. สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างทำวิจัยได้
  6. สร้างความเชื่อใจให้กับลูกค้าในการใช้สินค้าขององค์กร ด้วยการทดสอบสินค้าให้ได้มาตรฐาน ขอใบรับรองต่างๆ
  7. ทดสอบประสิทธิภาพของสินค้าอย่างเต็มที่ทุกด้าน คิด Test Case ที่เป็นไปได้ทั้งหมด

CA ของบริษัท

  1. ประชุมทุกสัปดาห์ ดูความคืบหน้า
  2. คิดสินค้าใหม่ๆ เรื่อยๆ ตลอดเวลา
  3. มีสินค้าในสต็อกก่อน แต่ยังไม่ขาย
  4. เปลี่ยนฟีเจอร์ ถ้ามีคนทำของก็อปแข่ง
  5. ราคาถูกกว่าของตปท. แต่มีคุณภาพไม่ต่างกันมาก
  6. มีฝ่าย Call Center คอยให้ความปรึกษากับลูกค้า และฝ่ายซ่อมบำรุงดูแลลูกค้า
  7. แข่งขันประกวดนวัตกรรม ได้รางวัล เป็นที่ไว้วางใจของลูกค้า
  8. ใช้โรงงานข้างนอก (Partner) ช่วยผลิตสินค้าให้
  9. สร้างบุคคลากรที่มีคุณภาพ รับคนน้อย แต่มีประสิทธิภาพสูง
  10. โฆษณาให้ถูกที่ ถูกกลุ่มลูกค้า

สู้ๆนะฮ้าฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ

[a]phatpeth nervouskid:

ต้องผ่านการประมวลผลก่อน

[b]phatpeth nervouskid:

มีปุ๊บก็ใช้ได้เลย

[c]phatpeth nervouskid:

เกี่ยวกับประชากร

[d]phatpeth nervouskid:

ตัวแปร เปลี่ยนแปลง

[e]phatpeth nervouskid:

ที่แทรกแซง

[f]phatpeth nervouskid:

สิ่งเร้า

[g]phatpeth nervouskid:

แก้ไขคำผิดบายผัดเผ็ดงับ

Comments are closed.